สื่อไทยชุดใหญ่เยี่ยม OPEN LAB ตอกย้ำเชื่อมั่น “หัวเว่ย” และจีน

1 min read

 

พิมพ์ไทยออนไลน์ // “จัดเป็นคณะสื่อมวลชนไทยชุดที่ใหญ่สุด ที่พวกเรา (หัวเว่ย) ได้มีโอกาสให้การต้อนรับในการมาเยี่ยมเยือน สำนักงานในประเทศไทย (กรุงเทพฯ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแล สำนักงานสาขาต่างๆ ในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ และอื่นๆ”

 

น้ำเสียงที่แสดงอาการ “ดีใจ” ของ นายโจว เจิ้น ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและการสื่อสาร ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กับการได้พบเพื่อนใหม่…คณะสื่อมวลชนไทยกว่า 50 ชีวิต ที่ได้
รับการประสานงานจาก สมาคมผู้สื่อข่าวไทยจีน ภายใต้การนำของ นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมฯ ให้เข้าเยี่ยมชมกิจการ และพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับ คณะผู้บริหารฯ ของ “หัวเว่ย” เมื่อช่วงสายวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะการเข้าชมห้องปฏิบัติการพิเศษ ที่เรียกกันว่า…OPEN LAB ซึ่ง “หัวเว่ย” ได้ทุ่มทุนหลายร้อยล้านบาท เนรมิตเอาไว้เมื่อปี 2017 ด้วยหวังจะใช้เป็นศูนย์เทคโนโลยีและการเรียนรู้ฯรองรับเทคโนโลยี 5G ที่มีให้กับพันธมิตรธุรกิจ
รวมถึงหน่วยงานรัฐของไทย และลูกค้าทั่วไป ณ สำนักงานฯ บริเวณชั้น 29 อาคาร G TOWER รัชดาภิเษก-พระราม 9 นั้น ถือเป็นการ “เปิดตัว” อย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนไทยเลยทีเดียว

 

ท่ามกลางสงครามการค้า “สหรัฐฯ-จีน” กระทั่ง ฟาดงวงมาถึง “หัวเว่ย” หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้บริษัทสัญชาติอเมริกัน “ห้าม” ข้องเกี่ยวในทุกมิติกับ “หัวเว่ย” เนื่องเพราะบริษัทเทคโนโลยีจากจีน คือ “ภัยความมั่นคง” ของ
สหรัฐฯ

ดังนั้น การมีใครสักคนหรือคนสักกลุ่ม รับรู้ เข้าใจและยืนเคียงข้าง ย่อมสร้าง “กำลังใจ” ได้อย่างมาก

สิ่งหนึ่งที่ ผู้บริหาร “หัวเว่ย” ย่อมรู้ คือ คณะสื่อมวลชนไทยที่เข้ามาเยี่ยมชม OPEN LAB ครั้งนี้ หาใช่เพียงเพราะต้องการชม…สุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีของ “หัวเว่ย” เท่านั้น หากแต่ยังต้องการรับรู้ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา หลังถูก
ทางการสหรัฐฯ “ขึ้นบัญชีดำ” ให้ต้องถูก “ตัดสิทธิ์” ในการร่วมกิจกรรมใดๆ กับบริษัทอเมริกัน

สุดท้าย พวกเขาจะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร? และทำอย่างไรจึงจะไม่กระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า “หัวเว่ย” ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและกระจายไปทั่วโลก!!! กับคำถามแรกที่คณะสื่อมวลชนใคร่รู้? ผู้บริหาร “หัวเว่ย” เชื่อหรือไม่
ว่า…ผลของ “สงครามการค้า” ได้พัฒนาไปสู่ความเป็น “สงครามเทคโนโลยี” แล้ว?

กับคำตอบที่ นายโจว เจิ้น มีให้ แม้จะไม่ชัดเจนนัก ทว่าเขาก็ย้ำหนักแน่นว่า พวกเขาคือบริษัทเอกชนที่ไม่มีความข้องเกี่ยวกับรัฐบาล (จีน) หรือมีเรื่องการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศแต่อย่างใด? ทั้งนี้ “หัวเว่ย” พร้อมจะดำเนิน
การทุกอย่างภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทุกประเทศที่เข้าไปดำเนินกิจการ

ในประเทศไทย พวกเขาพร้อมจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้กฎหมายด้านความมั่นคง ระบบการจัดเก็บภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง กฎหมายและพิธีการศุลกากร (นำเข้าและส่งออก) รวมถึงดำเนินงานภายใต้
กรอบของ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อม)

พร้อมยังยืนยันว่า “เรา (หัวเว่ย) จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และนำสิ่งนี้ไปสู่ทุกคนเพื่อครอบครัว องค์กร และโลกที่เชื่อมกันอย่างสมบูรณ์และชาญฉลาด” อันเป็น “ม็อตโต้” ของพวกเขา

นายโจว เจิ้น ปฏิเสธจะตอบคำถามถึงความคืบหน้าในการแอบซุ่มคิดค้น ต่อยอดและพัฒนาระบบปฏิบัติการ (Huawei OS) ของตัวเอง เพื่อนำมาใช้ทดแทน “แอนดรอยด์” ของ Google หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ บีบให้ “ตัดทิ้ง” ความ
สัมพันธ์กับ “หัวเว่ย” (แม้ภายหลังจากจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายผ่อนปรนมากขึ้นก็ตาม)

โดยเขาบอกว่า “ยังไม่ได้รับทราบนโยบายจากบริษัทแม่ ที่ผ่านมาผมก็ได้เห็นจากสื่อเหมือนเช่นคนอื่นๆ”

ก่อนหน้านี้ มีข่าวหลุดออกมาจากสื่อตะวันตก แจ้งว่า “หัวเว่ย” อยู่ระหว่างการพัฒนา Huawei OS โดยเตรียมประกาศใช้ในชื่อ “Hongmeng OS” หรือ “Project Z” หรือแม้แต่ชื่อ “Ark OS” ที่ดูเป็นสากลและเหมาะสมต่อการจะทำการ
ตลาดไปทั่วโลกได้ดีกว่านั้น

กระนั้น การผ่อนปรนของ Google ด้วยการเปิดให้ลูกค้าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ “หัวเว่ย” ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ “แอนดรอยด์” ต่อไปได้อีก 90 วัน (นับจากวันที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศให้บริษัทอเมริกันเลิกข้องเกี่ยวกับ “หัวเว่ย”) สิ่งนี้คือ จุด
ที่ทำให้ “หัวเว่ย” ยังคงโลดแล่นอยู่ในตลาดโลก

ไม่แน่ว่า แรงกดดันจาก “นโยบายที่ไม่เป็นธรรม” ของรัฐบาลสหรัฐฯ รอบนี้ อาจทำให้ “บริษัทสัญชาติอเมริกัน” อย่าง… Google หรือแม้แต่ Intel, Qualcomm และอื่นๆ ต้องเปิดการ “เจรจาลับ” กับ “รัฐบาลสหรัฐฯ” และผลที่ออกมา
อาจเป็นไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อ “หัวเว่ย” รวมถึงการพัฒนาไอทีเทคโนโลยีของโลก และซัพพลายด์เชนทั่วโลก โดยไม่ต้องถูก “ตัดตอน” เหมือนที่ใครหลายคนกังวลใจ

ส่วนยอดขายทั่วโลกของ “หัวเว่ย” หลังเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ นายโจว เจิ้น ยืนยันว่า ส่งผลกระทบน้อยมาก ทั้งนี้ จากข้อมูลเห็นได้ชัดว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ (2019) มียอดขายเติบโตถึง 31% แม้ว่าในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยอด
ขายจะลดลงบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ยอดขายทั่วโลกยังคงเติบโตที่ระดับ 25% พร้อมแสดงความมั่นใจว่า…ภายใต้ปีนี้ ยอดขายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “หัวเว่ย” ทั่วโลก จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

จึงทำให้พวกเขายอมทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลถึง 10% ของยอดขาย เพื่อนำไปลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาสู่ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวน
พนักงานและผู้บริหารของ “หัวเว่ย” ทั่วโลกราว 188,000 คนนั้น มีมากเกือบ 45% ที่ทำงานในด้าน R&D

จึงไม่แปลกที่ “หัวเว่ย” จะมีทั้งเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก จนก้าวสู่อันดับ 2 ในแง่ของยอดขายรวมในตลาดโลก ณ วันนี้

นายโจว เจิ้น ย้ำว่า เทคโนโลยี 5G ที่ “หัวเว่ย” กำลังพัฒนาร่วมกับผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทย ภายใต้นโยบายของรัฐบาลไทยนั้น คนไทยจะได้ใช้พร้อมกันทั่วประเทศก่อนสิ้นปีอย่างแน่นอน และ “หัวเว่ย” เอง ก็
เตรียมนำผลิตภัณฑ์ “สมาร์ทโฟน” และอื่นๆ มาใช้รองรับเทคโนโลยี 5G ที่ว่านี้ รวมถึงการเดินหน้าความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของไทย อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA (ด้านตรวจเช็คการใช้ไฟฟ้า), สำนักงานตำรวจแห่ง
ชาติ (ด้านการจราจร) เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และร่วมกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ตามพัฒนาการของ “ดิจิทัล เทคโนโลยี” ในวันนี้และวันข้างหน้า

“สำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์” เชื่อว่า…จากนี้ไป คนไทย, บริษัทคู่ค้าในไทย และหน่วยงานรัฐของไทย คงรู้สึก “เชื่อมั่น” กับการแก้ไขปัญหาของทางผู้บริหาร “หัวเว่ย” ทั้งในบริษัทแม่ที่ประเทศจีน และสำนักงานสาขาในประเทศไทย
เพราะไม่ว่าผลของ “สงครามการค้า” ที่อาจพัฒนาไปสู่ “สงครามเทคโนโลยี” กับสหรัฐฯ จะลงเอยเช่นใด? พวกเขายังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดโลกต่อไปอย่างแน่นอน!

วลี “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล…เราคือพี่น้องกัน” สิ่งนี้…ย่อมสะท้อนความเชื่อที่ว่า “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” ดังนั้น การให้ความไว้ใจและเชื่อมั่นต่อแบรนด์และเทคโนโลยีจาก “หัวเว่ย” ในวันนี้ อาจเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญบนความร่วมมือ
ระหว่างกัน ในแบบที่ต่างฝ่ายต่าง “ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อกัน” ในวันข้างหน้า

ประวัติศาสตร์จีนยาวนานกว่า 5,000 ปี สิ่งนี้…ย่อมพิสูจน์ได้ว่า อะไรจริง อะไรปลอม!!!.

โดย..กากบาทดำ

Cr. : เนตรทิพย์ออนไลน์
http://www.natethip.com/news.php?id=462