รายได้น้อย-เกษียณแล้วยังไม่มีเงิน ต้องปรับตัวแบบไหนถึงมีกิน ศตวรรษ 21

1 min read

 

พิมพ์ไทยอออนไลน์ // ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายของ ครึ่งปีแรกเดือน มิถุนายน แนวโน้มออกมาคงชะลอตัว หลังปัจจัยหลักเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก จากศึกการค้า สหรัฐกับจีน ที่ขยายวงจาก ”การค้าหรือเทรดวอร์ ไปเทคโนโลยี หรือ เทควอร์” และกำลังจะไป ”สงครามการเงิน หรือไฟแนนเชี่ยลวอร์”

 

 

กระทบส่งออกที่เป็นรายได้หลักดันเศรษฐกิจไทย ซึ่งไตรมาสแรกทรุด ถึงขั้นส่งออกติดลบ รวมทั้งแนวโน้มไตรมาสสองส่อจะแย่พอกัน ยังไม่นับปัญหาการเมืองที่เลือกตั้งผ่านมากว่าสองเดือน ยังตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารงานไม่ได้

สองปัจจัยหลักที่ผลออกมาลบดังกล่าว จึงฟันธงได้เลยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีแรกนี้หดตัวแน่ ส่วนจะกระทบปากท้องประชาชนมากแค่ไหน คงรับรู้ได้จากเสียงสะท้อนในงานสัมมนาสองเวทีดังช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถึงคำถามที่ยกขึ้นมาเป็นหัวข้อหาทางออก เช่น รายได้น้อยชักหน้าไม่ถึงหลังแล้วจะให้แบ่งเงินจากไหนไปออมเพื่อไม่ให้แก่แล้วยังจน หรือเกษียณแล้วแต่ยังไม่มีเงินจะทำอย่างไร

รวมถึงคำถามการแพทย์ก้าวหน้าคนอายุยาวขึ้นแต่อาชีพที่เรียนในมหาวิทยาลัยเอามาใช้หากินได้ไม่ถึงอายุ 60 ปี ก็โดนเทคโนโลยีคุกคามหรือดีสรับชั่นต้องตกงานก่อนเกษียณจะทำไง

ปัญหาทั้งหมดนี้ นับเป็นประเด็นที่ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังเผชิญ ดังนั้น ลองมาหาทางออก ซึ่งในเวทีสัมมนา Money Talk@set “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทหารไทย แนะนำว่า..

 

..คนรายได้น้อยสามารถมีเงินออมได้ “เดวิด บาค” ผู้เขียนหนังสือออโตเมติกมิลเลียนแนร์ เรียกวิธีนี้ว่า “ลาเตเอฟเฟคท์” โดยเมื่อดูการใช้เงินของคนส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ “1. ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 2. ใช้ซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน รถยนต์ และ 3. ใช้เก็บออม”

ลาเตเอฟเฟคท์ จะเป็นการสืบค้นเงินออม จากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแบบประหยัดอย่างมีความสุข เน้นคุณค่ามากกว่าหรูหรา โดยเมื่อไล่เรียงค่าใช้จ่าย เช่นช่วงเช้าจะมีการซื้อกาแฟ ซื้อของว่าง และนิตยสาร ก่อนเข้าทำงาน

..หากประหยัดการซื้อกาแฟลาเต จากร้านกาแฟยี่ห้อดังแก้วละกว่า 100 บาทได้ คนนั้นจะมีเงินออมปีละกว่า 30,000 บาท ถ้า 10 ปีจะออมได้กว่า 3 แสนบาท ถ้านำเงินออมไปลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ภายใน 10 ปีจะได้เงินกว่า 5 แสนบาท ถ้า 30 ปีตามช่วงอายุทำงานจะได้กว่า 4 ล้านบาท..

จากการบริหารค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน กาแฟแก้วละแค่กว่า 100 บาท จะมีเงินออมถึงกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งลาเตของคนอื่นอาจหมายถึงเงิน เช่นซื้อหวย ซื้อกระเป๋า ซื้อรองเท้า

สำหรับปัญหาเกษียณแล้วไม่มีเงินจะทำอย่างไร “ศักดา สรรพปัญญาวงศ์” ผู้ก่อตั้ง A-Aenger นักวางแผนการเงินแนะนำว่า คนเกษียณจะไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีเวลาออมแล้ว จึงต้องทำใจสำรวจทรัพย์สินวางแผนสามเรื่อง “การหารายได้ การใช้จ่าย และการลงทุน”

1. หารายได้จากประสบการณ์ จากคอนเน็กชั่น เช่น ไปเป็นที่ปรึกษา ทำงานขาย สมัครทำงานกับองค์กรที่รับคนเกษียณอายุ 2. รายจ่าย ต้องทำบัญชีรับจ่าย ตัดลดบางอย่าง เช่น การรักษาพยาบาลอาจเลือกโรงพยาบาลที่ค่าใช้จ่ายไม่มาก และ 3. การลงทุนอย่าเสี่ยงมาก เช่น ลงกองทุนพันธบัตร

ขณะที่อีกเวทีสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership :TEP) “สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” เลขานุการภาคีเครือข่ายการศึกษาไทย และประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ก็มีการกล่าวถึงประเด็น ต่อไปคนไทยจะมีอายุยาวขึ้นจากการแพทย์ที่ก้าวหน้า แต่ความรู้ที่ได้จากการศึกษากลับสั้นลงนำความรู้ที่เรียนในระบบไปเป็นอาชีพหารายได้เลี้ยงตัวได้ไม่พอ

ทั้งนี้ คนไทยที่เกิดช่วงปี 2559 จะมีอายุยืนขึ้นเฉลี่ย 75-90 ปี เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมายืดอายุคนขึ้นเฉลี่ยปีละกว่า 4 เดือน ทำให้คนรุ่นใหม่อายุจะยืนกว่าคนไทยที่เกิดช่วงปี 2500 จะมีอายุเฉลี่ยแค่กว่า 50 ปี แต่ความรู้เรื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว มีการเชื่อมโยงมากขึ้น ซับซ้อน คลุมเครือ หรือที่เรียกว่า “เอกซ์โพเนนเชียลเทคโนโลยี”

จึงทำให้ความรู้ที่เรียนจากมหาวิทยาลัย จะล้าสมัย หรือโดนข้อเท็จจริงใหม่มาล้มล้าง โดยใน 10 ปีความรู้จะใช้ไม่ได้ไป 50% ผ่านไป 20 ปีความรู้จะเหลือใช้ได้แค่ 25% โดยความรู้ด้านวิศวกรรมจะล้าสมัยเร็วมาก เช่น วิศวะโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ซึ่งพอเรียนจบปี 4 ความรู้ที่เรียนในปี 1 ก็ล้าสมัยใช้ไม่ได้แล้ว

ทางออก “เฮนรี มินทซ์เบิร์ก” ศาสตราจารย์ด้านกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยแมคกิลส์ ประเทศแคนาดา บอกว่า “เมื่อโลกยังพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกต่อไปพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้” โดยจะต้องมีทักษะในยุคศตวรรษที่ 21 คือ..”มีทัศนคดิ อุปนิสัยที่อดทน หลงใหลในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีทักษะ และมีความรู้ ถึงจะปรับตัวไปต่อได้”

ภาพรวมจากกูรูทั้งหมด หากนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะ ก็น่าจะยังพอช่วยให้มีกินมีใช้ หรืออาจเป็นโอกาสถึงขั้นสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษหน้าก็เป็นได้

โดย…คนฝั่งธนฯ

Cr. : เนตรทิพย์ออนไลน์
http://www.natethip.com/news.php?id=501