เปิดแนวคิดใหม่..สร้าง “เคหะเอกชน” สานฝันผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง !

1 min read

 

พิมพ์ไทยออนไลน์ // “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” ประธาน บริษัท กรุงเทพฯพัฒนาเมือง จำกัด ผุดไอเดียใหม่ สร้างที่พักอาศัยในรูปแบบ “เคหะเอกชน” หวังสร้างบ้านให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง โดยรัฐสนับสนุนผ่านกองทุนที่อยู่อาศัยฯ กับเอกชนลงทุนเอง เชื่อแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยไม่มีบ้านได้

 

 

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ในฐานะประธาน บริษัท กรุงเทพพัฒนาเมือง จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าวเนตรทิพย์ ออนไลน์ ในงานการประชุมนานาชาติวิชาการผังเมืองครั้งที่ 5 ปี 2562 ในหัวข้อ “การวางแผนยุทธศาสตร์ด้วยข้อตกลงร่วมกันของสังคม รูปแบบการพัฒนาใหม่เพื่อการปรับปรุงฟื้นฟูเมืองและเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้หลาย ๆ ประเทศกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยจนถึงมีรายได้ปานกลาง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคที่ดีด้วย แต่ภาครัฐยังไม่สามารถจัดหาที่พักอาศัยให้อย่างเพียงพอกับประชากรกลุ่มนี้

สำหรับการจัดสร้างที่พักอาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลางในประเทศไทย รัฐบาลเข้ามามีบทบาทผ่านกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ซึ่งหน่วยงานรัฐเหล่านี้ได้เข้าไปช่วยเหลือมาตลอด แต่สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงกลุ่มประชากรเหล่านั้น ยังต้องการที่พักอาศัยอยู่อีกจำนวนมาก

ประธานบริษัท กรุงเทพฯพัฒนาเมือง จำกัด กล่าวต่อว่า จากการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกฎบัตรการพัฒนาเมือง ซึ่งมีการระดมความคิดจากทุกภาคส่วน มีการสังเคราะห์ข้อมูลและวางแผนในการพัฒนาเมืองในอนาคต ซึ่งขณะนี้มีการขยายเครือข่ายกฎบัตรแห่งการพัฒนาเมืองไปยัง 15 จังหวัดแล้ว โดยล่าสุดมีแนวความคิดที่จะเสนอแผนการช่วยสร้างที่พักอาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยจนถึงผู้มีรายได้ปานกลาง ที่ยังไม่มีที่พักอาศัยหรือเป็นกลุ่มประชากรที่หน่วยงานรัฐยังไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว

“แนวคิดการสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง จะเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในในชื่อโครงการเคหะเอกชน โดยการลงทุนจะมาจาก 2 ส่วนคือ มาจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในภาคเอกชนบางส่วน และภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการเงินหรือภาษีในบางส่วน เช่น การนำเงินจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2-3 % มาเป็นกองทุนที่พักอาศัยฯ เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว เพราะกองทุนฯนี้เป็นจัดเก็บจากภาษีของเมือง แนวคิดนี้ไม่ใช่เป็นการเอาเงินไปแจกผู้มีรายได้น้อย แต่เอามาช่วยที่เขาอยากมีบ้าน เมื่อเขามีบ้าน มีงานทำ มีรายได้มากขึ้น หน่วยงานรัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นในภายหลัง”

แนวคิดในการนำภาษีจากการจัดเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเก็บเข้ากองทุนที่พักอาศัยฯ ก็คล้าย ๆ กับการจัดเก็บภาษีบาปจากเหล้าและบุหรี่ เพื่อนำภาษีไปช่วยสนับสนุนด้านการกีฬาและด้านต่าง ๆที่มี่ประโยชน์ต่อสังคม เช่นเดียวกับแนวคิดการนำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาก่อสร้างที่พักอาศัย เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งจะต้องดำเนินการ 2 ทางควบคู่กันไป โดยรัฐต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว เพราะหากจะให้เอกชนหรือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว ลำพังเจอดอกเบี้ยเงินกู้ 7-8 % ก็ไปไม่รอดแล้วหรือผู้มีรายได้น้อยก็ไม่สามารถผ่อนบ้านในราคาถูกได้

“จริง ๆ แนวคิดนี้ไม่ใช่จะแจกบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อย แต่จะต้องมีการการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะซื้อบ้านในโครงการเคหะเอกชนอย่างรัดกุม คุณจะเข้าเกณฑ์ใช่ไหม เรามีกองทุนฯอยู่ คุณไปออมมา สมมุติว่า คุณจะซื้อบ้านในราคา 500,000 บาท จะต้องวางเงินดาวน์ 10 % หรือจำนวน 50,000 บาท ผู้ซื้อก็ต้องเก็บออมจนเงินดาวน์พอ แล้วมาโชว์บัญชีหรือเก็บออมได้ครึ่งหนึ่ง 25,000 บาท ภาครัฐสนับสนุนจากเงินกองทุนอีก 25,000 บาท ก็สามารถซื้อบ้านได้เลย ซึ่งเชื่อว่า แนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองได้ เพราะหากอาศัยกลไกเดิม ๆ ของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน การแก้ปัญหาดังกล่าวคงแก้ยากและต้องใช้เวลาอีกนาน จึงเป็นที่มาของเสนอแนวคิดดังกล่าวขึ้นมาเป็นทางเลือกอีกทาง”

Cr. : เนตรทิพย์ออนไลน์
http://www.natethip.com/news.php?id=465