แจก ! หุ้นปลอดภัย ต้านทานความผันผวน

1 min read

 

พิมพ์ไทยออนไลน์ // ในช่วงเวลานี้และมองไปข้างหน้าถึงไตรมาส 3 นักวิเคราะห์คาดการณ์ตรงกันว่า การลงทุนทั่วโลก ยังอึมครึมจากสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีท่าทีว่าจะยืดเยื้อ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย คาดตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย. ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,680 จุด แต่ระยะยาวยังมีความกังวลเรื่องสงครามการค้า ส่งผลให้บริษัทปรับลดเป้าหมายตลาดหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เหลือ 1,725 จุด จากเดิม 1,750 จุด สะท้อนภาพรวมตลาดที่ยังอึมครึม

 

 

สำหรับไตรมาส 3 ที่จะถึงนี้ นักวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาสที่ดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,680 จุด ตอบรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งมองว่าจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สำหรับ
นโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลจะทำ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนโดยเฉพาะภาคเกษตรในกลุ่ม ยาง ปาล์ม ข้าว นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเข้าไปในบัตรสวัสดิการ มาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม ในความอึมครึม ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้ แต่จะเป็นโอกาสของผู้กล้า และนักลงทุนที่ทำการบ้านมาอย่างดี ก็จะได้ถือจังหวะนี้เป็นชาวสวน หรือ ทะยอยสะสมหุ้น สำหรับโผหุ้นเด็ดที่สะเทินน้ำสะเทินบก หรือ
ต้านทานความผันผวนของตลาดได้เมื่อดูจากสถานะของกลุ่มอุตสาหกรรมและรายบริษัทต่างก็มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

 

สำหรับกลุ่มหุ้นน่าลงทุน จาก บล.กสิกรไทย มีดังนี้
1. กลุ่มพาณิชย์ (CPALL และ HMPRO) ได้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัดของรัฐบาล

2. กลุ่มสินค้าเกษตร (CPF) มีกำไรแข็งแกร่งในปี 2562 ราคาเนื้อสุกรที่แข็งแกร่งในครึ่งหลังของปี จากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (AFS) ในเวียดนาม

3. กลุ่มรับเหมางานโยธา (CK และ STEC) จากโอกาสที่จะมีการเร่งประมูลโครงการภาครัฐภายใต้รัฐบาลชุดใหม่

4.กลุ่มปิโตรเคมี (SCC) จากคาดการณ์ว่าจะได้รับการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นจากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้น จากธุรกิจนอกกลุ่มเคมีภัณฑ์ที่มีสัดส่วน 48 % ในไตรมาส 1/2562 พร้อมกับโอกาสปรับขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจ
บรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย และราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจะเป็นผลบวกกับ SCC เพราะจะทำให้มีต้นทุนด้านแนฟทา (สินค้าพลอยได้ของน้ำมันดิบ) ที่ถูกลง

5. กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (BBL และ SCB) คาดว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญจะปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การก่อตัวของหนี้สินใหม่ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2561

6. กลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เนื่องจาก มีอายุสัญญาเหลืออยู่ 29 ปี มีกระแสรายได้ที่มั่นคง มีความผันผวนต่ำ และมีโอกาสในการอัดฉีด
สินทรัพย์รายการใหม่จากรัฐบาล

7. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA) มีสถานะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักๆ จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่สูงขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ และจากการย้ายฐานการผลิตโรงงานจากจีน

8. กลุ่มไอซีที (TRUE) กลุ่มนี้ จะได้ประโยชน์ 4 เรื่อง คือ 1. เงื่อนไขการจัดสรรคลื่น 700 เมกะเฮิร์ต 2. การขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 900 เมกะเฮิร์ต 3. การแข่งขันที่เบาบางลงในช่วงท้ายของวัฏจักร 4G และ
4.การเลื่อนประมูล 5G ที่จะลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับการลงทุน จำนวนมากในระบบ 5G โดยมองว่า TRUE เป็นหุ้นที่ราคายังไม่ปรับขึ้นเท่ากับบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่อื่นๆ

9. กลุ่มพลังงาน (PTT และ BANPU) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม แรงกดดันราคาน้ำมันมาจากการผลิตของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้ม
เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ดังนั้น คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด กลุ่มนี้แนะนำโดย บล.เออีซี ทั้งหมด คือ หุ้นเหมาะลงทุนในภาวะที่ตลาดหุ้นปกคลุมไปด้วยเมฆของ
สงครามการค้า และการเมืองในประเทศที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

โดย….ซิลลิ่ง

Cr. : เนตรทิพย์ออนไลน์
http://www.natethip.com/news.php?id=463